[KHR~FanFic-87/69/18+27]This is a FAMIGLIA {6}
posted on 08 Nov 2009 13:38 by hussoshi in FanFiCTioN
Title : This is a FAMIGLIA!
Author : O.H.R HuSTsU
Category : Romance
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : 8727 / 6927 / 1827 / XS / 10051 / 8059 / RD / LamboFuta
Rate : PG-15 > NC-18
Warning : Mpreg
Notice :
1. เรื่องนี้คนเขียนลำเอียงประแจอย่างตั้งใจ
2. สึนะเรื่องนี้เอาท์คาแรคเตอร์สุดกู่แต่มีสาเหตุ
3. อย่าหาสาระกับเรื่องนี้เพราะมันไม่มี
4. อย่าหาความสนุกจากเรื่องนี้เช่นกัน เพราะคนแต่งเองก็ไม่มั่นใจในฝีมือ
Chapter 6 : การแข่งขันนอกสถานที่
เป็นอีกวันที่ท้องฟ้าอิตาลีเรียกได้ว่าสดใส
ทว่าใจกลางสวนสวยแสนร่มรื่นของคฤหาสน์วองโกเล่ กลับมีกลุ่ม ๆ
หนึ่งซึ่งไม่ได้นำพากับความแจ่มใสของสภาพแวดล้อมนั้นเลยซักนิด
ท่ามกลางบรรยากาศกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เหล่าสมาชิควงในของแฟมิลี่ที่ยังคงเหลืออยู่ในคฤหาสน์ อันได้แก่ จางนีนี่
ฟูตะ แรมโบ้ อี้ผิง โชอิจิ บาจิล ต่างลอบมองหน้ากันไปมา
ฮิบาริที่แม้จะนั่งนิ่งตีหน้าเฉย ทว่าก็สามารถดูออกได้ว่ากำลังลำบากใจ
ส่วนมุคุโรที่ยิ้มหน้าแหยนั้น ไม่พูดอะไรก็ดูออก
มีเพียงสปาน่าที่คงสภาพความนิ่งเฉยไว้ได้โดยไม่มีใครรับรู้ความคิดที่แท้
จริง
ทั้งนี้ทั้งนั้น จะไม่ขอกล่าวถึงเบียคุรัน ที่นั่งยิ้มหน้าระรื่นร่วมวงด้วย ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแฟมิลี่นี้เลยซักนิด
สายลมร้อนพัดผ่านไปอีกระลอกยังความหนาวยะเยือกให้หลายคนอีกครั้งเมื่อต้น
เหตุความกระอักกระอ่วนยังคงถือไพ่ใบสุดท้ายเงียบนิ่งต่อ
เจ้าตัวซึ่งนั่งก้มหน้าทำให้ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าภายใต้ปอยผมยาว
แต่ถ้าจะให้เดา สีหน้าที่เจ้าของผมฟูกำลังแสดงอยู่
คงไม่ใช่ความยินดีเป็นแน่
“สึนะโยชิ...” พอสปาน่าส่งเสียงเรียกสติ ร่างเล็กจึงยอมทิ้งไพ่ใบสุดท้ายลง
“ฮ่า
ๆ ๆ” จู่ ๆ ก็หัวเราะร่าเล่นเอาคนรอบข้างสะดุ้งเป็นทิวแถว “ฮ่า ๆ ๆ
สลาฟอีกแล้วสินะ” แม้จะพูดกลั้วหัวเราะ
ทว่ากลับทำให้คนในวงไพ่เหงื่อตกยิ่งกว่าเดิม ...เห็นก็รู้ว่าฝืน...
แต่จะให้ทำไงได้ ก็ใครใช้ให้บอสวองโกเล่เล่นไพ่ไม่เก่งขนาดเป็นสลาฟ 10 ตารวดแบบนี้ล่ะ!
“เอ่อ...
เปลี่ยนเกมกันดีมั๊ยครับ เล่นสลาฟต่อกันมาสิบรอบแล้วน่าเบื่อแย่”
ฟูตะเอ่ยความเห็น หวังเปลี่ยนบรรยากาศ
...สรุปว่ามันแพ้ตั้งแต่ตาแรกยันตาสุดท้ายเลยสินะ....
“งั้นเล่นป้อกเด้งกันมั๊ยครับ?” จางนีนี่ เจ้าพ่อวงไพ่ประจำวองโกเล่เสนอ โดยมีเหตุผลว่า ป้อกเด้งมันง่ายที่สุดรองจากอีแก่
“นี่มันก็ใกล้เที่ยงแล้ว ผมว่าเรามานั่งพักสบาย ๆ กันดีกว่าครับ” บาจิลว่าบ้าง
ไม่ทำอะไรเลยนั่นแหละ เป็นการดีที่สุด
“เดี๋ยวผมจะเข้าไปบอกพ่อครัวให้เตรียมอาหารกลางวันสำหรับออกมาทานที่สวน
ด้วย”
“งั้นบอกพ่อครัวด้วยนะบาจิลคุงว่าฉันอยากกินพิซซ่า” สึนะโยชิสั่งก่อนเลขาคนสนิทจะลุกเดิน
“ได้ครับ มีใครอยากได้อะไรเป็นพิเศษอีกไหมครับ?”
“ถ้าอยากทานพิซซ่า ผมว่าเราออกไปทานที่ร้านประจำกันดีไหมครับ? วันอากาศดี ๆ อย่างนี้มันน่าออกไปเดินเที่ยวเล่นข้างนอกมากกว่า”
“หึ ฉันไม่อยากออกไปเป็นฝูง...” ไม่ทันที่ฮิบาริจะพูดค้านจบ เสียงใสของร่างเล็กข้าง ๆ ก็ร้องขึ้นมาอย่างยินดี
“ว้าว! ความคิดดีมากมุคุโร” สึนะโยชิตาวาวเมื่อได้ยินคำว่าออกไปข้างนอก
ช่วงยุ่ง ๆ เรื่องงานแต่งงาน แม้จะได้ออกข้างนอกบ้าง
แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องงาน
นอกนั้นก็จะได้อยู่ในคฤหาสน์จัดการเรื่องเอกสาร พอจบงานแต่ง
กะจะเที่ยวเล่นให้หนำใจเสียหน่อย ก็ดันมาเจอเรื่องท้องนี่อีก
4-5
วันมานี้ อย่าว่าแต่ออกไปข้างนอกเลย
แค่สวนเองเขาก็เพิ่งได้รับอนุญาตให้ออกมานั่งเล่นได้วันนี้
เพราะทุกคนโดยเฉพาะฮิบาริซังกลัวว่าออกไปตากแดดตากลมแล้วจะไม่สบายเอา
จนเขาสงสัยว่าตัวเองท้องหรือเป็นธาลัสซีเมียกันแน่
“จะว่าไปเราก็ไม่ได้ไปร้านนั้นนานเหมือนกันนะ คิดถึงพิซซ่าชีสล้วนของที่นั่นจริง ๆ
คุณเห็นว่ายังไงครับ ฮิบาริซัง สปาน่าซัง”
ร่างเล็กหันไปยิ้มร่าถามความเห็นกับสองหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ดวงตากลมโตมองอย่างมีความหวังเหมือนจะจิกบังคับกลาย ๆ ด้วยซ้ำ
เจอแบบนี้ฮิบาริถึงกับสะอึก
“ตาม...ตามใจนาย”
ผู้พิทักษ์เมฆาตกปากยอมอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะเกลียดการรวมฝูง
แต่เพื่อนภาน้อยสุดท้ายก็ต้องยอม ที่มานั่งเล่นไพ่นี่ด้วยก็เหมือนกัน
เพราะสึนะโยชิมาชวนยิก ๆ หรอก “แต่ฉันขอสั่งมีทสุพรีม”
“โอเคครับ! แล้วสปาน่าซังล่ะ?” ชายหนุ่มผมทองไม่ตอบโดยทันที แต่กลับเหลือบตามองหัวหน้าฝ่านเทคโนฯที่นั่งห่างออกไป
“ไปสิ สปาน่า” โชอิจิจับสายตาเพื่อนได้เลยช่วยออกความเห็น “นาน ๆ จะมีโอกาสออกไปนอกคฤหาสน์ที”
“เอางั้นหรอ...”
สึนะโยชิมองสปาน่าและโชอิจิสลับไปมา
“มีอะไรกันหรือครับ?” ถามเสียงเรียบ ไม่รู้ตัวเลยว่าหัวคิ้วเริ่มขมวดปม แต่คนอื่น ๆ ในวงนี่สิ ชักจะหวั่น ๆ
“งานน่ะ” สปาน่าตอบด้วยเสียงราบเรียบเช่นกัน แต่นั่นเป็นเสียงยามปกติของเจ้าตัว “ถ้าโชอิจิว่างั้น จะไปก็ไป”
“ถ้าไม่อยากไปก็ได้นะครับ...” สึนะโยชิกอดอก ท่าทางไม่เชื่อเต็มที่... ก็ถ้าเรื่องงาน เขาที่เป็นหัวหน้าทำไมถึงไม่รู้...
“เธอชวนทำไมจะไม่อยากไปล่ะ” ถึงอย่างนั้นสปาน่าก็ไม่กระเทือน
ชายหนุ่มเอื้อมมือลูบหัวฟูนุ่มอย่างที่ชอบทำประจำ
เท่านั้นบอสร่างเล็กก็ยิ้มออก พวกที่เหลือพากันลอบถอนหายใจ
“โอเค งั้นตกลงตามนี้นะครับ”
สึนะโยชิประกบมือยิ้มกว้างเมื่อทุกอย่างตกลงเป็นที่เรียบร้อย
“งั้นผมไปแต่งตัวล่ะ บาจิลคุง ฝากเธอเตรียมรถด้วยนะ”
“ครับ”
“อ้อ ลืมไป” ร่างเล็กหันกลับมาก่อนจะทันได้ก้าวไปไหน
“ทริปนี้ฉันขอไปกับ มุคุโร่ ฮิบาริซัง และสปาน่าซังเท่านั้นนะ!”
ว่าเสร็จก็วิ่งแผลวหายไปโดยไม่สนใจเสียงตะโกนไล่หลังของฮิบาริที่บอกไม่ให้
วิ่งเดี๋ยวจะหกล้ม
สามหนุ่มที่มีนัดกับบอสก็ลุกขึ้นเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง
ทิ้งที่เหลือให้นั่งเบิกตาค้าง
.....ให้ไปกันแค่ 4 คน.....มันก็แย่น่ะสิ.......
++++++++++++++++++++++++++++++++
ร่างบอบบางร้องเพลงหงุงหงิงอยู่หน้ากระจกอย่างอารมณ์ดี
สึนะโยชิหันซ้ายหันขวาตรวจเช็คเสื้อผ้าว่าเรียบร้อยเข้าที่หรือยัง
ปกติเขาไม่ใช่คนชอบแต่งตัวเท่าไหร่ แต่นาน ๆ ที
จะได้ออกไปเที่ยวพร้อมกับคนรักทั้งที ก็เลยขอทำตัวเจ้าสำอางซักวัน
“สึนะโยชิคุง เสร็จหรือยังครับ” มุคุโรเคาะประตูเรียกร่างเล็กที่หายไปในห้องแต่งตัวกว่าครึ่งชั่วโมง
“อื้อ เสร็จแล้วล่ะ” มองตัวเองในกระจกเป็นหนสุดท้าย
“ขอโทษที่ให้คอย---”
สึนะโยชิเบิกตากว้างพูดอะไรไม่ออกไปขณะเมื่อเห็นคนรักทั้งสามที่นั่งคอยอยู่
ในห้องนอน เขารู้ดีว่าทั้งสามคนนั้นหน้าตาดีแค่ไหน
แต่พอมาแต่งองค์ทรงเครื่องในชุดลำลองแบบนี้แล้ว มันทำให้เขาถึงกับอึ้ง
“ว้าวววว!!” ได้สติปุ๊ป ร่างเล็กก็วิ่งไปสำรวจ จับ ๆ เสื้อผ้าของแต่ละคน
ฮิบาริซังที่ปกติชอบใส่ชุดเป็นทางการ
คราวนี้กลับใส่เสื้อเชิ๊ตแขนสั้นสีม่วงอ่อนคลุมทับด้วยเสื้อปกเชิ๊ตสีดำ
เข้าคู่ด้วยกางเกงแสล๊คสีดำ ดูเรียบง่าย สบาย ๆ
ส่วนมุคุโร่ที่แต่งแนวฉูดฉาดยังไง ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เพียงแค่หนนี้
หนุ่มผมน้ำเงินเปลี่ยนจากเสื้อคลุมหนังแขนยาวเป็นแขนสั้นคลุมทับเชิ้ตขาว
ใส่คู่กับกางเกงขายาวสีดำประดับโซ่พะรุงพะรัง
ทว่าที่น่าทึ่งที่สุดก็คือสปาน่าซัง นอกจากชุดทำงานกับเสื้อเชิ้ตธรรมดาแล้ว
เขาไม่เคยเห็นคน ๆ นี้ใส่อย่างอื่นเลย แต่วันนี้
เจ้าตัวใส่แจ็คเก็ตฮู้ดสีดำเพิ่มกับกางเกงยีนส์
แม้จะมีแค่นี้แต่ก็เพียงพอให้เขาใจเต้นไม่เป็นส่ำ
“หล่อสุด ๆ ทุกคนเลยครับ!” สึนะโยชิโพล่งชมไปตรง ๆ ...แอบเห็นฮิบาริซังหน้าแดงด้วยแฮะ
“ก็เป็นเดทกับสึนะโยชิคุงทั้งทีนี่ครับ ก็ต้องเต็มที่กันหน่อย”
“ว่าแต่นั่นแต่งตัวอะไรของเธอ สึนะโยชิ” หลังจากหายอายแล้วฮิบาริก็ไม่รอช้าบ่นใส่
“เอ๋? มันดูแย่ขนาดนั้นเลยหรอครับ” ฮู้ดแขนกุดสีขาวกับกางเกงยีนส์ขาสั้นมันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรนี่นา
“ฮิบาริหมายถึงเธอใส่น้อยไปน่ะ” เพราะมีความเห็นเดียวกัน สปาน่าจึงตีความออก
“แต่นี่มันหน้าร้อนนะครับ เขาก็แต่งแบบนี้กันเยอะแยะ”
“ใช่ครับ ผมว่าสึนะโยชิคุงแต่งแบบนี้ก็น่ารักดีออก” มุคุโร่เข้าข้างคนตัวเล็ก
ก็มันมีโอกาสได้เห็นบอสวองโกเล่ในชุดน่ารัก ๆ อย่างนี้บ่อยเสียเมื่อไหร่
“เธอลืมไปแล้วหรือไงว่าสภาพร่างกายของเธอตอนนี้มันไม่ปกติน่ะ หา...”
“ผมไม่ได้ป่วยหนักซะหน่อยครับ ฮิบาริซัง”
“เอาล่ะ ๆ” สปาน่าพูดขึ้นพร้อมกับเอาเสื้อคลุมแขนสั้นตัวยาวอีกตัวยื่นส่งให้
...ไม่รู้ว่าลุกไปหยิบมาตอนไหน “ใส่เสื้อคลุมทับอีกตัวแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ
ฉันชักจะหิวแล้วสิ เรารีบไปกันเถอะ”
“ก็ได้ครับ” สึนะโยชิยอมรับเสื้อคลุมมาใส่ ...จะว่าไปสปาน่าซังก็ตาถึงไม่เลว
“เดี๋ยว สึนะโยชิ”
“อะไรอีกครับ ฮิบาริซัง” ไม่ยอมตอบเป็นคำพูด แต่มือใหญ่กลับเอาหมวกตบปุ๊ปลงบนศีรษะคนเริ่มหงุดหงิดแทน
“ใส่หมวกกันแดดซะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” อธิบายเท่านั้นก็เดินลิ่วนำไป
“อ่ะ...ครับ”
“จริง ๆ เล๊ย เป็นคนที่ชอบใช้กำัลังไม่เปลี่ยน” มุคุโรเดินมาหยิบหมวกที่วางลวก ๆ เมื่อกี้มาจัดทรง แล้วจัดการสวมให้ร่างเล็กใหม่ดี ๆ
“ก็ฮิบาริซังนี่นา....” สึนะคลำหมวกผ้าปีกกว้างบนหัว ความรู้สึกหงุดหงิดเมื่อครู่หายเป็นปริบทิ้ง “ขอบคุณที่จัดหมวกให้นะ มุคุโร”
“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นหอมแก้มผมแทนได้ไหมครับ?” แม้จะคุ้นกับนิสัยของหนุ่มสายหมอกแล้วแต่ก็อดอายม้วนไม่ได้
“บ้า...” ผลักหน้าทะเล้นออกไปไกล ๆ ก่อนจะวิ่งตามฮิบาริซังไปอีกคน
....ให้ตายสิ สามคนนี้..... จะทำให้เขาหวั่นไหวไปถึงไหนนะ!!!
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ขนาดนี่ยังไม่ออกจากคฤหาสน์เลยนะรีบอร์น จะไหวหรอ...” ฟูตะกระซิบถามที่ปรึกษาแฟมิลี่หลังจากแอบฟังเหตุการณ์ในห้องของสึนะ
“ถ้าตามไปเจ้าสึนะมันก็วีนพอดีน่ะสิ แล้วพวกแกไปเป็นพรวนแบบนี้
คิดหรอว่าสึนะมันจะไม่รู้ตัว”
รีบอร์นปรายตามองกลุ่มดูแลบอสเฉพาะกิจที่ก้มหลบตากันเป็นแถว
...นี่พวกมันคิดกันจริง ๆ หรือไงว่าฝูงใหญ่ขนาดนี้ใครจะไม่สังเกต
“ผมว่าแบบนี้ก็ดีนะครับ ปล่อยให้สามคนนั้นได้พิสูจน์ตัวเองด้วย”
โชอิจิยกเหตุผลเข้าว่า “ สามวันมานี้พวกเราเข้าไปแทรกกลางพวกเขาตลอด
มันช่วยเรื่องสภาพอารมณ์ของสึนะโยชิคุงก็จริง
แต่มันไปลดโอกาสสร้างความประทับใจต่อคุณอิเอมิสึด้วย อย่าลืมนะครับ
ว่าผลแพ้ชนะขึ้นอยู่กับความเห็นของคุณอิเอมิสึ”
“นั่นสินะ...” ที่พูดมาก็ถูก... แต่กลัวว่า ปล่อยไปตามลำพังแล้ว จากสร้างความประทับใจจะกลายเป็นทำลายเอาน่ะสิ
“ไม่ต้องห่วงหรอก” รีบอร์นกอดอก ยิ้มอย่างมีเลศนัย “ถ้าฉันไม่มั่นใจอะไร ฉันไม่ทำหรอกน่า”
"อืม ก็ได้ ถ้านายว่างอย่างงั้น"
รอยยิ้มแบบนั้นของฮิตแมนอันดับหนึ่ง พวกเขาต่างรู้ความนัยดี
....ว่ารีบอร์นมีแผนเรียบร้อยแล้ว....


#1 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-11-08 15:17