OrigiNaL

[Short Story] Time Machine

posted on 27 May 2009 14:13 by hussoshi  in OrigiNaL

Title : Time Machine

Author : O.H.R HuSTsU

Category : Angst

Rate : PG-13


Talk : ซีรีส์นี้ยังไม่จบอ่ะนะ ยังมีไซด์สตอรี่อีก( อ่านเพียวๆอาจจะงง แต่มีบางคนรู้ว่าเกิดไรขึ้นกับตัวเอก สามารถมาก )

 

 

 

บทนำ

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

“แม่เจอมันตกอยู่หลังโต๊ะทำงานของศรเมื่อวาน” น้าแวววางของที่พูดถึงลงบนโต๊ะกาแฟที่กั้นกลางระหว่างผมกับเธอ ผมหยุดอาการขยับตัวยุกยิกด้วยความไม่มั่นใจเนื่องจากผมยังอยู่ในชุดนอน หน้าตายังไม่ล้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องสุขภาพช่องปาก ตั้งแต่ลงไปเปิดประตูบ้านให้น้าแววเมื่อตอน 6โมงเช้า ผมยังไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลยซักคำ

หากจะหาว่าผมไร้มารยาท ก็คงได้

แต่จะบอกว่าไม่ใช่ความผิดผมเลยที่เจ้านายดันเลื่อนกำหนดงาน ทำให้ผมต้องโต้รุ้งถึงตีสี่เพื่อปั่นโปรเจคให้เสร็จ หรือ น้าแววกระวีกระวาดนั่งรถข้ามจังหวัดมา4ชั่วโมง เพื่อจะเอาของมาวางสงบนิ่งบนโต๊ะกาแฟ ตั้งแต่เช้าตรู่

 “ตอนแรกแม่คิดว่าจะส่งตามไปกับของอื่นๆ แต่แม่คิดว่าศรคงอยากรักษามันไว้ มันถึงได้ตกอยู่ตรงนั้น” ผมแปลกใจที่หูผมยังสามารถได้ยินคำพูดของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าและสั่งการสมองให้ถอดความให้ผมเข้าใจได้ ในเมื่อร่างกายส่วนอื่นๆของผมดูท่าจะกลายเป็นอัมพาตไปหมด

“แม่คิดว่าศรคงอยากให้กิต...โอ...กิต แม่ขอโทษ” ผมควรจะอย่างน้อยพูดปลอบประโลมหญิงสูงอายุที่ซบหน้าสะอื้นกับฝ่ามือเหี่ยวแห้งตามวัย ในทางตรงกันข้าม น้าแววกลับเป็นฝ่ายถลาข้ามมาโอบกอดผมให้ซุกกับอกเธอ และนั่นผมถึงได้รู้ว่าน้ำตาผมเอง คือสาเหตุที่ทำให้น้าแววร้องไห้

น้ำตาผมไหลเรื่อยๆอย่างไม่รู้ตัว ไม่มีเสียง หรือแม้แต่อาการสั่นสะอื้น ขอบตาผมมีแต่ขี้ตาเกาะเท่านั้นมาได้สองปีกว่าแล้ว ร่างกายผมคงจะลืมวิธีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เรียกว่า การร้องไห้

ไม่ถึงนาทีดวงตาก็เหลือแต่ความแห้งผาก ต้องขอบคุณน้าแววที่ดูดน้ำตาผมไปหมดและช่วยร้องไห้แทน เพราะตอนนี้ผมชักรู้สึกปวดหัว แถมด้วยภาพเตียงนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆ แอร์เย็นๆตามหลอกหลอน ผมยกมือลูบหลังบอบบางของน้าแววเบาๆ ดูเหมือนความคิดผมจะแปรสภาพเป็นของเหลวและออสโมซิสไปหาหญิงสูงวัย เธอจึงได้ปล่อยผมออกจากอ้อมแขน เช็ดน้ำตาออกจากดวงตาแดงก่ำ และพึมพำขอโทษผมเบาๆ ซึ่งผมคิดว่า เธอคงขอโทษที่เผลอร้องไห้ต่อหน้าผม ( อีกนัยหนึ่งก็คือมาเห็นผมร้องไห้แล้วร้องไห้ตาม ) และ ที่มากวนเวลาพักผ่อนร่างกายซึ่งถูกใช้งานติดต่อกัน 20 ชั่วโมงเต็ม

ผมหวังให้เป็นประเด็นหลัง เพื่อที่น้าแววจะได้สงสาร สมเพช สำนึกผิด เห็นใจ ฯลฯ จะอะไรก็ได้ที่ทำให้เธอปล่อยผมไปนอน

“แม่ขอโทษที่มากวนแต่เช้านะกิต แต่แม่อยากให้กิตได้มันเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ยินดีด้วย ผมทายถูก

“ดูกิตอิดโรยมากเลย ทำงานจนดึกหรือลูก?” ผมพยักหน้า นึกในใจว่าก่อนจะตื่นเอาโปรเจคไปส่งตอน11โมง ต้องประโคมเครื่องประทินโฉมหนักๆหน่อย โดยเฉพาะขอบตา

“งั้นแม่ไม่กวนแล้ว กลับไปนอนเถอะ ดูแลสุขภาพตัวเอง อย่าหักโหมมากไปนะลูก แม่มาหาทีไรเนื้อหนังกิตน้อยลงทุกที” ผมเดินไปส่งเธอที่หน้าประตู พยักหน้ารับคำเมื่อเจ้าหล่อนบอกให้ไปเยี่ยมเธอบ้างอย่างที่เธอชอบพูดประจำเวลามาหาผมหรือโทรหาผม และแน่นอนว่าผมรับคำทุกครั้งโดยการพยักหน้า และสองปีที่ผ่านมา ไม่สิ เกือบสี่ปีได้ ที่ผมไม่ได้ไปเหยียบบ้านของน้าแววเลย

ผมเดินกลับไปที่ๆเสียงหัวใจ ร่างกาย สมอง จิตสำนึก เซลล์ประสาท กล้ามเนื้อ  พูดสั้นๆคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวผมปรารถนา

เตียงนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆ แอร์เย็นๆ

ภาพในหัวสุดท้ายคือสมุดปกอ่อนสีเขียวเข้มบนโต๊ะกาแฟ แล้วผมก็หลับ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1

ปกติเวลาอ่านหนังสือ ทุกคนมักจะเริ่มเปิดอ่านที่หน้าแรก

ผมเลือกเปิดหน้าสุดท้าย

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

ผมคงยืนอยู่นานมากจนเธอต้องเข้ามาสำรวจให้แน่ใจว่าผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

“หาไฟลท์ไปนิวยอร์คอยู่หรือเปล่าคะ”  ผมหันไปมองผู้หญิงอายุน่าจะพอๆกับผม ใส่ยูนิฟอร์มให้เห็นว่าเป็นกราวด์ของสุวรรณภูมินี้ รอยยิ้มจริงใจเปิดเผยส่งมา แต่ผมกลับรู้สึกว่าเธอกำลังสมเพชผม หรืออะไรซักอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกประมาณนั้น

ผมไม่รู้ว่าเธอทราบสิ่งที่ผมยืนมองหากว่าชั่วโมงได้ยังไง ผมแค่พยักหน้าตอบรับ

“เกือบจะสองปีแล้วสินะคะ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ” ผมมองเธออย่างสงสัย แต่เธอกลับมองไปยังบอร์ดรายการแทนผม

“ขอโทษนะครับ แต่ไม่ทราบว่าผมกับคุณเคยเจอกันหรือเปล่า?” เธอพยักหน้า รอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตาของเธอทำผมขนลุก

“วันนั้นฉันก็เห็นคุณยืนมองบอร์ดแบบนี้เกือบวันเต็มๆ มันคงไม่เป็นที่สังเกตถ้าคุณไม่ได้ร้องไห้อยู่ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าร้องไห้ได้หรือเปล่า เพราะที่ฉันเห็นคือคุณน้ำตาไหลเงียบๆ ฉันพนันได้เลยว่าเกือบทุกคนในวันนั้นถ้าได้เห็นคุณต้องจำคุณได้”

   ผมมองเธอ ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมแสดงสีหน้าอย่างไร มันเหมือนผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย สิ่งที่เธอเล่ามา มันเหมือนเรื่องราวของบุคคลที่สามมากกว่าเป็นเรื่องของผม ความทรงจำทั้งหมดของผมมันเหมือนเป็นกลุ่มควันหนาๆจากการเผาขยะ หรือซักอย่าง มันเห็นชัดว่าเป็นควัน แต่มันก็เป็นเพียงแค่ควัน ไม่มีอะไรมากมายนอกจากนั้น ไม่มีรายละเอียดอะไรเป็นพิเศษนอกจากเห็นว่ากลุ่มก้อนสีเทา กลิ่นเหม็นไหม้ที่หากสูดดมเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นตัวบอกให้เราอยู่ห่างจากมัน แต่มันยังอยู่ตรงนั้น มองเห็นได้แม้อยู่ห่างเป็นไมล์

“จำได้มั๊ยคะ” ผมคงสร้างทฤษฎีเรื่องควันนานเกินไป จนเธอต้องเอ่ยปากเรียกสติของผมให้กลับมา เธอคงจะเมื่อย เพราะผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าเธอยื่นอะไรซักอย่าง ที่จริงมันไม่ใช่อะไรซักอย่าง มันคือเศษกระดาษ ที่เขียนอะไรซักอย่าง มาได้ซักพักแล้ว

ผมหยิบมันขึ้นมาดู สิ่งที่อยู่บนแผ่นกระดาษไม่ใช่อะไรซักอย่าง แต่มันคือ หมายเลขเที่ยวบิน เวลา เขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคย ลายมือของผม

“ฉันเห็นมันตกอยู่ ตอนที่คุณกลับไป แปลกนะคะที่แม้แต่แม่บ้านก็ไม่กล้าเก็บมันไปทิ้ง ทั้งที่มันอยู่ตรงนั้นได้ซักพัก ฉันจึงเก็บมันมา และรักษามันไว้อย่างดีจนถึงตอนนี้ ดีเท่าที่จะดีได้ล่ะค่ะ เพราะตอนที่ฉันเก็บมามันก็ถูกขยำยู่ยี้หมดแล้ว” เธอหัวเราะเบาๆ ผมสมควรจะหัวเราะตามเธอหรือเปล่า?

“ฉันคิดว่าที่ฉันเก็บมันไว้ อาจเป็นเพราะฉันหวังว่าซักวันนึง ฉันอาจจะได้เจอเจ้าของกระดาษใบนี้ คนที่ดูเศร้าที่สุดจนใครๆต่างรับรู้ถึงบรรยากาศนั้น จะยังเศร้าอย่างนั้นอีกหรือเปล่า”

ผมยื่นกระดาษคืนเธอ ที่จริงมันเป็นของผม เธอแค่เก็บมันไว้ให้ผม ทำไมผมต้องคืนเธอ? มันคงดูโง่มาก เธอเลยหัวเราะเบาๆอีกครั้งพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธที่จะเอามันคืน

“ฉันต้องขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ แอบอู้มานานแล้ว ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้รู้ว่า ทุกความเสียใจ ซักวันมันก็จะบรรเทาลงตามกาลเวลา” เธอหันหลังกลับและเดินจากไป แปปเดียวผมก็มองไม่เห็นเธอ เนื่องจากมีคนมากมายเดินผ่านไปมา

ผมมองกระดาษในมือ แล้วนึกขำๆว่า พนักงานที่นี่ต้องจบจิตวิทยามาด้วยหรือเปล่า

ผมเปิดสมุดปกเขียวในมือ สอดกระดาษยู่ยี่ที่หน้าสุดท้าย พลางเปรียบเทียบลายมือผมกับสิ่งที่เขียนอยู่บนนั้น ลายมือผมสวยกว่าเยอะ ผมปิดสมุดแล้วเดินออกจากสนามบิน

 

........พรุ่งนี้ไปนิวยอร์คแต่เช้า หวังว่าอาหารบนเครื่องจะมีเสต็ค ยังปวดหัวเหมือนเดิม หวังว่าที่ทรมานนั่งเครื่องบิน24 ชม.นี้จะคุ้มค่า......      

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

 

   ต้นไม้ดอกไม้กระถางวางประดับแน่นรอบๆบ่อน้ำตกเพื่อให้ร้านอาหารตะวันตกเล็กๆใต้คอนโดใจกลางเมืองดูร่มรื่นน่าดึงดูด ทว่าด้วยความที่หน้าร้านกับจำนวนต้นไม้มันไม่ได้สัดส่วนกัน ตามความเห็นของคนจบสถาปัตย์มาอย่างผม จึงทำให้ผมคิดเสมอว่ามันดูรกกว่าร่มรื่น แต่กระนั้น แม้จะเพิ่งเลยเวลาเปิดร้านไม่ถึงชั่วโมง ก็มีลูกค้าเข้าไปนั่งกันแล้วอยู่สี่ห้าโต๊ะ สมกับเป็นร้านเสต๊คที่ทำให้ผมเคยมากินเกือบทุกวันแล้วก็ยังไม่เบื่อ

“สวัสดีค่ะ กี่ที่คะ?” เสียงพนักงานทักทายอย่างกระตือรือร้นทันทีที่ผมเปิดประตูร้าน แอร์เย็นๆและกลิ่นอาหารหอมๆผสมกับกลิ่นเครื่องหอมอ่อนๆทำให้ผมรู้สึกเหมือนเข้ามาในสปามากกว่า

ผมเลือกที่นั่งตรงมุมกระจกที่มองเห็นสวนหน้าร้าน แม้จะว่ารก ทว่าแค่ได้มองอะไรที่ดูเป็นธรรมชาติ ก็ช่วยผ่อนคลายผมได้เสมอ ในเมนูมีรายการใหม่ๆเพิ่มขึ้นเยอะ ผมเลือกสั่งรายการที่คุ้นเคยแล้วนั่งรอ จะว่าไป บรรดาต้นไม้หน้าร้านก็ดูเยอะกว่าเดิมด้วย ผมไม่ได้มาที่นี่นานแค่ไหนแล้วนะ แม้อะไรจะเปลี่ยนไป แต่ความอร่อยยังเหมือนเดิม

นี่แหละจุดดึงดูดลูกค้าของร้านนี้ บรรยากาศสบายๆ การบริการดีๆ รสชาติอันตรึงใจ เจ้าพวกต้นไม้หน้าร้านก็เป็นเพียงแค่งานอดิเรกประหลาดๆของเจ้าของร้านเท่านั้นเอง

 

“กรี๊ดดด กิตใช่มั๊ยเนี่ย” เสียงแหลมปี๊ดของหญิงสาวดังลั่นข้ามห้องมา อันที่จริงอายุเธอน้องๆแม่ผมไม่กี่ปี แต่เธอจะยืนยันให้ทุกคนเรียกเธอว่าเจ๊ ผมจึงเรียกว่า เจ๊บุ้ง

“สวัสดีครับเจ๊บุ้ง” ถึงยังไงผมก็ลืมตัวเผลอไหว้เธอเหมือนญาติผู้ใหญ่ทุกที

“ไหว้อีกแระ ยัยกิต ฉันไม่แก่ขนาดนั้น หายศี-ระ-ษะไปจะสองปียังไม่เปลี่ยนเลยนะยะ” เธอตบหัวแขนผมดังเพี๊ยะ แล้วจีบปากจีบคอพูด เจ๊บุ้งเป็นผู้หญิงร่างสูงโปร่ง หน้าตาดี เป็นหญิงแท้ๆ แต่ด้วยความมีเพื่อนเป็นกระเทยมากเกินไป ถ้าไม่รู้จักเธอจริงๆ เมื่อเจอท่าทางของเธอ อาจจะเข้าใจผิดว่าเธอเป็นเพศเดียวกับบรรดาเพื่อนๆทั้งหลายของเจ๊บุ้งได้   

“แล้วเป็นไงมาไงบ้างเนี่ย ไม่เจอกันตั้งนาน ข่าวคราวก็ไม่มีมา เจ๊ละคิดถึ๊งง คิดถึง”

“คิดถึงผมหรือตังผมกันแน่เนี่ย” ผมได้รับฝ่ามือพิฆาตหยอกมาเล่นๆที่แขนอีกหน

“อย่ามารู้ทันเจ๊นะยะ แหม ลูกค้าประจำ เคยเอาเงินมาถลุงร้านเจ๊อยู่บ่อยๆ จู่ๆหายไปก็ต้องมีคิดถึงกันมั่งแหละ แล้วนี่มาคนเดียวหรอ ฝาแฝดกระเพาะครากเธอล่ะ”

“ไปต่อโทที่อเมริกาครับ ไม่ได้คุยกันเป็นปีแล้วเหมือนกัน”

“ตายจริง ไปน่งไปนอกทั้งที ไม่มีมาบอกเจ๊มั่ง เผื่อจะได้รีเควสของฝาก เจ้าศรนะเจ้าศร”

“ครับ” เจ๊บุ้งมองหน้าผม อยู่ดีๆเธอก็ดูหงอยๆลง

 “เวลาผ่านไป อะไรๆมันก็เปลี่ยนแปลงไปเนอะ เจ๊เห็นพวกแกสองคน ยังคิดอยู่ว่าจะแจกการ์ดเมื่อไหร่ ไม่คิดว่าจะแยกจากกันได้เลยนะเนี่ย เห็นไอข้าวยำนี่แล้วก็ยิ่งคิดถึง” เจ๊บุ้งชี้มาที่อาหารตรงหน้าผม

“ครับ....” ผมตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก

“เออใช่ เจ๊เพิ่งมีเมนูใหม่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เดี๋ยวให้แพ็คกลับบ้านไปกินฟรีๆ ตอบแทนที่มาโชว์หนังหน้าน่ารักๆให้เจ๊ชื่นใจ แล้วคราวนี้อย่าหนีไปกบดานที่ไหนอีกนะยะ เอามือถือมา” เจ๊บุ้งคว้ามือถือผมไปกดเบอร์แกแล้วยิง ก่อนจะหายเข้าไปหลังร้าน มัดมือชกไม่เปลี่ยน

ผมออกจากร้านพร้อมกับถุงใส่เสต็คปลากระป๋องกับมันฝรั่งบดเมนูใหม่เจ๊บุ้ง นึกดีใจที่เย็นนี้ไม่ต้องกินมาม่าอีก ผมเสียบใบเสร็จใส่ในสมุดปกเขียวในมือ ตัวหนังสือที่พิมพ์ออกมาจากคอมกับลายมือบนสมุดอันไหนดูดีกว่ากันก็รู้ๆอยู่

 

.............วันนี้เจ๊บุ้งมีเมนูใหม่(อีกแล้ว) ให้ไปเป็นหนูทดลองรายแรก(อีกแล้ว#2) ตอนแรกว่า ลอกKFC ชัดๆ ข้าวยำเสต็ค ปรากฏเจ๊เค้าทำเป็นเอาเครื่องยำแยกไว้ พร้อมกับเสต็คธรรมดาในร้านเนี่ยแหละ แล้วแต่จะสั่ง ให้มานั่งยำกันเอง เล่นง่ายแต่แปลกดี สนุกด้วย สมเป็นเจ๊บุ้ง จดทะเบียนข้าวยำเสต็คเป็นเมนูโปรดอีกรายการ พรุ่งนี้ต้องไปกินอีก..........

 

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

 

“เฮ้ย ไอกิตนี่ ใครพนันว่ามันตายห่าแล้วเตรียมควัก” นี่คือคำทักทายจากแบงค์หลังจากที่ผมย่างเท้าเข้าออฟฟิศบริษัทเก่า ที่ผมเคยทำงานได้ประมาณครึ่งปี หลังจบใหม่ๆ แล้วอย่าคิดว่าทั้งประโยคนั้นเป็นคำทักทาย เพราะที่มันพูดตอนหันหน้ามาทางผมคือ “เฮ้ย ไอกิต” ซึ่งผมตีความเอาเองว่า หมายถึง สวัสดี ส่วนที่เหลือ มันหันหลังไปตะโกนบอกเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตมีห้าหกคนทำหน้าเหมือนโดนทวงหนี้ และเป็นไปได้ที่กำลังคิดหาทางหนีหนี้อยู่

“ไอสัด โผล่หัวมาทำไมตอนนี้ เพิ่งเสียค่าแชร์มา” ทัศเดินเข้ามาตบหัวผมอย่างเป็นกันเองจนแทบล้มหลังจากผมหลุดจากอ้อมกอดรัดแน่นของแบงค์และสายตาที่มองผมมาเหมือนพระเจ้าทรงมาโปรดเลขท้ายสองตัว

“สวัสดี คิดถึงพวกเมิงเหมือนกัน” ผมตอบพวกมันสองตัว ตอนนี้เพื่อนร่วมงานเก่าคนอื่นๆก็เริ่มทะยอยอู้งานเอาการต้อนรับผมมาบังหน้ากันทีละคนสองคน

“กิต คิดถึงจัง หายไปตั้งนานติดต่อไม่ได้เลย” น้ำหวาน กับเสียงหวานๆ พร้อมด้วยใบหน้าหวานๆเดินมาหาผม ผู้หญิงในแผนกนี้มีน้อย และมีค่า ตอนที่เธอเดินมา บรรดาเพื่อนร่วมงานทั้งหลายจึงพร้อมใจกันหลีกทางให้เธอแต่โดยดี หากกุหลาบช่วงนี้ราคาถูก ก็คงจะมีซักคนยอมฝ่าฟันวิชามารบ่นสิบทิศของแม่บ้านเอากลีบกุหลาบมาโปรยตามทางให้เธอ อย่างแน่นอน

“นั่นสิ อยู่ดีๆก็มาลาออกแล้วก็หายไปเลย บอกลาซักคำก็ไม่มี แต่ยังดีกว่าไอศร จะลาออกยังต้องให้คุณหญิงแม่มาทำให้”

จักรหนุ่มหล่อ(น้อย)ที่สุดของแผนก แต่มีความมั่นใจในหน้าตาที่สุดในบริษัท ชอบเหน็บแนมคนที่มันคิดว่าหน้าตาไม่ดีในแผนก ซึ่งใครๆก็รู้ว่ามัน อิจฉา

“พูดถึงไอศร แล้วนี่มันปล่อยแกมาร่อนเร่คนเดียวได้ไงเนี่ย” คิมนิสัยคล้ายจักร แต่เวลามันแซวมันจะลากผมเข้ามาด้วย แต่อันนี้ไม่รู้เพราะอะไร บางคนว่ามันอิจฉา แต่คิมเป็นคนหน้าตาดีที่สุดในแผนก ฐานะก็ดี ทำงานก็เก่ง ผมจึงว่ามันจะมาอิจฉาอะไรผม

“เออใช่ แกเดินคนเดียวแล้วแปลกๆว่ะ” เทพ ไฮเทคโนโลยีที่สุดในแผนกทักบ้าง เล่นเกมทุกเกมได้ระดับเดียวกับชื่อ

“เราก็ไม่ได้เจอมันเลยตั้งแต่ลาออกเหมือนกัน ได้ยินล่าสุดว่าไปต่อโทที่อเมริกา” ผมตอบเรียบๆ แต่คงเรียบเกินไป ท่าทางกระดี๊กระด๊าของทุกคนเมื่อครู่เลยหายไปหมด  

“งั้นหรอ” น้ำหวานมองผมเศร้าๆ จะว่าไปแต่ก่อนก็ได้ยินอยู่ว่าเธอแอบชอบศร

“เออ แล้วนี่มาเยี่ยมหรือมาธุระล่ะ” ทัศถาม

“เยี่ยมสิ ช่วงนี้ว่างๆเพิ่งเคลียร์โปรเจคเสร็จ” ผมยิ้ม อยากจะเรียกบรรยากาศให้กลับเป็นเหมือนเดิม แต่สงสัยรอยยิ้มผมมันคงดูดีไม่พอ

“แล้วออกไปได้งานไรล่ะเนี่ย ถ้าเงินน้อยกว่าแกรีบกลับนี่เลยนะเว้ย ตอนแกลาออก พี่รุ้งแกก็บ่นเช้าบ่นเย็นว่าเด็กที่แกอยากปั้นหลุดมือไปพร้อมกันเลยสองคน” พี่รุ้งคือหัวหน้าแผนก ตำแหน่งแกใหญ่พอสมควรในบริษัท แต่แกเป็นกันเองกับลูกน้อง มีเหตุมีผล ที่สำคัญ ชอบพาลูกน้องไปเลี้ยงบ่อยๆ ทุกคนเลยรักและนับถือแก สำหรับผม แกก็เอ็นดูผมพอสมควร ผมเห็นแกเหมือนญาติผู้ใหญ่คนนึง ลำบากใจพอสมควรตอนมาลาออก

“ตอนนี้รับเป็นโปรเจคๆมาทำที่บ้าน เงินโอเค ส่วนใหญ่จะพวกอีเวนท์ในโรงแรม”

“เออ ไปสบายแล้วก็ดี” ผมหัวเราะเมื่อคิมตบหัวทัศข้อหาพูดเหมือนแช่งผมตาย

“เวลามันผ่านไปเร็วเนอะ อะไรๆก็เปลี่ยนไป เนี่ยรู้ยัง นิดกับไอเจตมันแต่งงานกันแล้วนะ สองเดือนก่อน ติดต่อทั้งแกกับศรไม่ได้ คอนโดที่แกกับไอศรอยู่ก็ขายทิ้ง เหมือนอยู่ดีๆพวกแกหายไปเฉยๆ” ไอแบงค์ว่า คงสาเหตุนี้ที่ทำให้พวกมันพนันกันว่าผมตายหรือยัง

“ก็ว่าจะถามอยู่ว่านิดกับเจตอยู่ไหน” ตอนทำงานอยู่ สองคนนี้ชอบกัดกันบ่อย ทุกคนก็ลุ้นอยู่ว่าพวกมันจะลงเอยกันเมื่อไหร่ จนพี่รุ้งเปิดพนันว่าไม่เกินสองปี พี่แกคงรับทรัพย์อื้อ

“พวกมันลาออกเดือนที่แล้ว พ่อไอเจตให้รับช่วงธุรกิจของตระกูลมัน มันเลยให้ไอนิดออกจากงานไปเป็นคุณนายอยู่บ้านนู่น” จักรตอบ มันอิจฉาอยู่แน่ๆ

“เฮ้ย เดี๋ยวเลิกงานไปแดกข้าวกันกิต ห้ามเบี้ยว หนีพวกกุไปเป็นปี คราวนี้เอ็งไม่รอด” เทพล๊อคคอผม เหมือนจะยืนยันว่า ผมจะไม่รอดจริงๆ

“โอเค เดี๋ยวกุโทรบอกพี่รุ้ง คืนนี้มีแววได้แดกเหล้าฟรี ช่วงนี้เฮียแกเหมือนเสียแชร์ ไม่มาเลี้ยงพวกกุเลย จ่ายกันเองตลอด”

“จะขุนไอกิตหน่อย ปกติแห้งอยู่แล้ว หายไปสองปี เหลือแต่กระดูก เดินแถวบ้านกุไม่ได้นะเนี่ย หมายิ่งเยอะๆอยู่ โดนแทะตายห่า”

“น้ำหวานไปหรือเปล่า” ผมถามเธอ ในแผนกผู้หญิงมีแค่เธอกับนิด ปกติเวลาพวกผมไปเฮฮากัน เธอจะไม่ค่อยไปถ้านิดไม่ไปด้วย เพราะเธอเป็นผู้หญิง ตอนทำงานยังคงทนได้ แต่จะให้ไปตะลอนกันคงจะไม่ไหว เธอยิ้มหวานแล้วพยักหน้า

“เดี๋ยวจะลองโทรชวนนิดดู ถึงนิดมาไม่ได้ แต่น้ำหวานก็จะไป กิตอุตส่าห์มาหาทั้งที”

ทุกคนทยอยกลับโต๊ะ เตรียมเก็บของเพราะอีกไม่กี่นาทีก็ถึงเวลาเลิกงาน   

“ยินดีต้อนรับกลับครับ กิต” คิมเข้ามากอดผมก่อนจะเดินไปเป็นคนสุดท้าย

สมุดปกเขียวในมือตก ผมหยิบพร้อมสอดเศษกระดาษสองแผ่นที่ร่วงลงมาไว้ที่เดิม

 

.....แพ้พนันไอแบงค์ ดันโง่ไปแข่งหมากฮอตกับไอเทพ ใครจะรู้มันไม่ได้เทพแค่เกมคอม น้ำหวานมาอ่อยกุอีกแระ ไม่เป็นไรคนน่ารัก วันนี้จักรกัดกุ  13 ครั้ง เลขสวยจริง แต่ดีวันนี้สบายหู ไอเจตออกไซด์งาน ไม่ต้องฟังเสียงมันกับยัยนิดกัดกันข้ามหัว ไอเหี้ยคิมน่าหมั่นไส้เหมือนเดิม เมื่อไหร่มันจะเลิกยุ่งกับของๆกุ พรุ่งนี้วันเกิดพี่รุ้ง คิดผิดป่าววะฝากไอทัศซื้อของขวัญ ไม่เป็นไร เหล้าเข้าปากแก แกก็ไม่สนเอง......

 

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

เรื่องปกติที่หลังกินข้าวก็ต้องต่อด้วยผับ พี่รุ้งให้ผมเลือกร้านเป็นการต่อรองไม่ให้ผมหนีกลับก่อน ผมเลยเลือกร้านแถวมหาลัยเก่าซึ่งไปบ่อยๆ พี่รุ้งก็เคยไปเพราะแกเป็นศิษย์เก่าสถาบันเดียวกันผม แต่จบก่อนผมสิบปีได้ ร้านนี้เพิ่งมาเปิดตอนแกเรียนปีสุดท้าย

“กิตรู้จักโต๊ะนั้นป่าว เห็นมองมาทางกิตตั้งนานแล้วอ่ะ” ผมหันไปมองตามที่เจตบอก ตอนไปทานข้าวเจตกับนิดมาด้วย แต่พอจะไปต่อ เจตให้นิดกลับไปก่อนเพราะเธอกำลังท้องอ่อนๆ   

“กิตนี่หว่า ชัวร์ เฮ้ยทางนี้ กิต” ไม่ทันจะหันไปยืนยันคำตอบ อีกฝ่ายก็ตัดสินใจเฉลยก่อน ผมมองทางที่เจตบอก และเสียงที่ตะโกนมาเมื่อกี้ หกคนที่นั่งสลอน และโดยเฉพาะไอที่ยืนโบกมือหยอยๆเรียกผมคุ้นหน้าคุ้นตาผมอย่างดี ก็ผมจมอยู่กับพวกมันตั้ง 4 ปี ทำไมจะจำไม่ได้

“ไง แม็ค” ผมโบกมือพร้อมตะโกนตอบ

“เพื่อนหรอ” พี่รุ้งหันมาถาม

“ครับ สมัยมหาลัย ผมขอตัวไปทักพวกมันแปปนึงนะพี่ พวกพี่ไปลุยก่อนเลย” พี่รุ้งพยักหน้ารับแล้วแยกไปโต๊ะที่พนักงานนำไป

“แม็ค เต๋า ต่อ นัท วิท รุท ไงพวกเมิง ไม่เจอกันนาน”

“ไม่ต้องมาพูดเลย ไอเชรี้ยนี่” แม็คกระชากให้ผมนั่งลง กระชากจริงๆครับ เจ็บเป็นบ้า มันเป็นนักบาสมหาลัยมาก่อน แล้วดูท่าว่าจะยังไม่เลิกเล่น หุ่นเหิ่น แรงเริงยังควายไม่เปลี่ยน

“เมิงอ่ะตัวดี หายหัวไป” แต่หัวผมจะหายจริงๆถ้าไอวิทมันตบมาแรงกว่านี้อีกแม้แต่นิวตันเดียว 

“กุโทรชวนเมิงเท่าไหร่ไม่เคยจะเสด็จมา” รุททักทายผมบ้าง พร้อมกับยัดแก้วให้ผมพร้อมสรรพ

“ไม่มาไม่เท่าไหร่ โทรไปก็ไม่ค่อยรับ เมลล์แม่งก็ไม่ตอบ” ต่อ ตัวชงเหล้าในมือผม ไอพวกนี้มันทำงานกันเป็นทีม

“ไม่ตอบไม่เท่าไหร่ เสือกเปลี่ยนเบอร์หนี กุต้องไปตามไปเทียวไล้เทียวขื่อน้องเมิงถึงจะได้เบอร์เมิงมา” ผมแทบสำลักเหล้า

“ไอเต๋า เมิงจีบน้องสาวกุหรอ” เต๋ายิ้มแหยคนเดียว ที่เหลือมันขำพรวด

“อย่างน้องกิ๊งไม่เข้าตาไอเต๋ามันหรอก มันพูดถึงน้องอีกคนของเมิงต่างหาก” นัทแก้ แล้วแอบถองซี่โครงหยอกไอเต๋าเบาๆจนมันหน้าแหย ทุกคนยังหัวเราะต่อ ส่วนผม แก้วเหล้าในมือร่วงไปแล้ว

“ไอเต๋า เมิงจีบน้องชายกุหรอ!!” ผมทะลึ่งตัวพรวด เสียงของผมดังขนาดพวกพี่รุ้งได้ยินชัวร์ ไอแม็คฉุดผมให้ลงนั่งอีกหน

เต๋า....เพื่อนผม สี่ปีที่ตามหลีหญิงไม่เคยขาด เปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนผ้าอนามัยในวันมามากอย่างมันเนี่ยนะ

“กุบอกแล้วไอกิตหวงน้องชายมากกว่า กลัวน้องกายตามรอยมัน” ไอต่อว่า แน่นอนว่าพวกมันหัวเราะกันอีกหน แต่คราวนี้อยู่ดีๆมันก็เงียบลงเหมือนสำลักอากาศ ผมเก็บแก้วเหล้าที่กลิ้งอยู่บนโต๊ะตั้งขึ้น หางตาผมเห็นพวกมันมองหน้ากันไปมา

ผมเลิกคิ้วถาม ได้ยินแม็คพึมพำบางอย่างเบาๆที่เสียงเหมือนคำว่า ไอห่า ต่อ

“เฮ้ย ไอกิต เรื่องไอศร พวกกุ....”

“ทำไมหรอ?” ผมมองหน้าพวกมัน แต่พวกมันกลับหลบตาผม

“กุเสียใจด้วยเรื่องเมิงกับมัน” รุทเอื้อมมาหยิบแก้วเหล้าผมไปชงใหม่

 “เรื่องที่มัน....” นัทว่าต่อ

“อืม.....”

“กุไม่คิดว่ามันจะทำอย่างนี้กับเมิงได้ แต่....จะโทษมันก็ไม่ได้” เต๋ามองมือตัวเองตอนที่พูด ทั้งที่ปกติมันจะเกลียดเวลาใครพูดกับมันแล้วไม่ยอมมองหน้ามัน

“ตอนแรกกุก็ว่าแปลกๆตอนไปเยี่ยมมันวันที่มันฟื้น นึกว่าเมิงกับมันทะเลาะกันแล้วมันแกล้ง เพิ่งมารู้ตอนที่แม่มันบอกพวกกุว่ามัน....เป็นจริงๆ” ผมเพิ่งรู้ว่าพวกมันรู้เรื่องด้วย

“น้าแววบอกไม่ให้บอกมัน พวกกุจะไปหาเมิง เมิงก็......” ผมพอนึกออกคร่าวๆว่าตอนนั้นมีวันนึงน้องชายผมบอกว่า เพื่อนผมมาหา

“พวกกุหวังว่าจะได้เจอเมิงตอนไปส่งไอศรไปเมกา ถามจริง หลังจากนั้นเมิงได้ข่าวไอศรบ้างป่าววะ” ผมส่ายหัว

ทั้งโต๊ะเงียบลง บรรยากาศตอนพวกมันติดเอฟยังไม่อ่อยขนาดนี้ ผมคิดผิดหรือเปล่านะที่เดินมาหาพวกมัน

ผมคิดกับตัวเองเงียบๆ เหมือนที่ผมคิดว่าพวกเพื่อนผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ จนมือหนักๆมาวางบนไหล่ผม ผมเงยหน้ามองเจ้าของมือ เช่นเดียวกับเพื่อนๆผม ทำไมพวกผมมันสามัคคีกันขนาดนี่เนี่ย

“ว่าไงคิม”

“พี่รุ้งให้มาตาม นี่เสร็จกันหรือยังล่ะ หรือจะให้มานั่งด้วยกันก็ได้นะ พี่รุ้งไม่ว่าอะไรหรอก คืนนี้พิเศษสำหรับกิตโดยเฉพาะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เออ นี่คิม เป็นรุ่นพี่สองปี เพื่อนร่วมงานบริษัทเก่ากุ เอ้อ ไม่ต้องเรียกแกว่าพี่นะ ใบหน้าแกบ่งบอกความอาวุโสอยู่แล้วแกเลยไม่อยากได้สถานะมายืนยันเพิ่ม” ผมโดนคิมเขกหัวอย่างไม่เบาเท่าไหร่ แต่ก็คุ้มที่พวกเพื่อนผมเริ่มกลับมารื่นเริงอีกครั้ง

ถึงบอกไม่ให้พวกมันเรียกพี่ แต่พวกเพื่อนผมก็ยังไหว้คิมกันเรียงตัว คิมรับไหว้โดยดี คงจะเริ่มสำนึกถึงอายุของตัวเองบ้างแล้ว

“แล้วนี่ว่าไงล่ะกิต”

“เดี๋ยวกลับไปเลยละกัน เฮ้ยกุขอตัวก่อนนะ โทษที ไว้วันหลังเจอกัน” ผมลุกขึ้น

“มาเจอให้ได้จริงๆนะเว้ยไอกิต เมิงยังมีพวกกุอยู่นะเว้ย”

“อื้ม กุรู้” ผมยิ้มแล้วโบกมือลา หันหลังเดินตามคิมไปที่โต๊ะ    

ตอนเดินผ่านเคาท์เตอร์ ผมหยิบนามบัตรร้านมาใบนึง ก่อนจะยิ้มสมุดปกเขียวในกระเป๋า สอดนามบัตรลงไป สีนามบัตรสีดำตัดกับกระดาษสีขาวลงตัว ดูๆแล้วก็สวยดี

 

........ตกมีน ทั้งแก๊ง ยกเว้นไอวิท ไอเชรี้ยนี่อีกแล้ว หนนี้ต้องให้มันเลี้ยงเหล้าพวกกุ แต่ดีกว่าไอเต๋า ตกสองตัว สมน้ำหน้า เสือกมัวแต่หมกอยู่กับเด็กในสังกัด  พรุ่งนี้ร้านเดิม หน้าม. ไอต่อกับไอรุทจะจิ๊กชิวาสพ่อมันมา เอาให้เมาจนลืมมีนเลย......

 

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

 

รถยังไม่ทันจะจอดสนิทดีบรรดาเสียงเร่ขายของบริโภคอุปโภคต่างๆก็ดังให้ได้ยินเพื่อบอกให้ได้รู้ว่า ถึงท่ารถแล้ว

พอผมก้าวลงจากรถกลิ่นไก่ย่างหมูย่างก็โชยมาต้อนรับทันที เดินทางมาเป็นชั่วโมงๆทำให้ท้องผมเริ่มประท้วงโครกๆ แต่ผมตัดสินใจรีบเดินออกจากบริเวณท่ารถ กลับมาบ้านทั้งทีก็ต้องกลับไปกินกับข้าวฝีมือแม่สิ ไม่งั้นกลับมาให้เสียเปล่าทำไม

ระหว่างเดินแบกเป้หนักๆตรงไปยังทางออก ผมอดเหลียวซ้ายแลขวาไม่ได้ มันดูมีบางอย่างแปลกๆไป ไม่สิ  มันเหมือนขาดอะไรไปซักอย่าง

 

“น้องๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีขายหมูปิ้งแล้วหรอ” ผมหันไปมองผู้ชายคนหนึ่งถามเด็กที่ยืนเร่ขายถั่วต้มมันต้มอยู่

“อ้อ หมอนั่นมันขายหมูปิ้งจนรวยไปแล้วพี่ แม่มันส่งให้ไปเรียนที่กรุงเทพ ถ้าจะซื้อคงต้องไปตลาดกลางเมืองนู่น มีแม่มันตั้งรถเข็นขายประจำอยู่”

“โถ่ เสียดาย แม่พี่ชอบกินหมูปิ้งเจ้านี้ด้วยสิ พี่กลับมาทีไรฝากเหมาซื้อทุกที บ้านพี่อยู่ซะชานเมืองนู่น แต่เห็นเด็กไปได้ดีก็ดีแล้ว เดี๋ยวพี่ช่วยอุดหนุนน้องด้วยละกัน เอาถั่วต้มห้าถุงนะ บ้านพี่ก็ชอบ”

ผมอดอมยิ้มไม่ได้กับฉากตรงหน้า มันทำให้ผมชื้นใจและดีใจที่เกิดเป็น “เด็กบ้านนอก” ฉากที่ดูเป็นมิตรและอบอุ่นอย่างนี้ในเมืองหลวง ช่วงชีวิตหนึ่งๆจะได้เห็นกันซักกี่ครั้ง

หลังจากผู้ชายคนนั้นเดินจากไปแล้ว ผมก็เดินเข้าไปซื้อมันต้มถุงหนึ่ง น้องสาวผมชอบกินมันต้มมากแต่ไม่รู้มันกินจนเอียนหรือยัง

จะว่าไป ผมก็เพิ่งนึกออกว่าผมมองหาอะไร

กลิ่นหมูปิ้งหอมเตะจมูก ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นไก่ย่างซึ่งตั้งร้านอยู่ห่างออกไป

 ผมเดินออกจากท่ารถไปหาสามล้อต่อเข้าบ้าน เผลอสูดกลิ่นควันย่างไก่เสียเต็มปอด

ไหนๆจะต้องเปิดเป้เมื่อเก็บถุงมันต้มเข้าไปแล้วก็ถือโอกาสหยิบสมุดปกเขียวออกมา เปิดหน้าที่ต้องการ แล้วสอดตั๋วรถเข้าไปให้เรียบร้อย

 

...........หมูปิ้งท่ารถอร่อยว่ะ มันเหมือนพรหมลิขิตที่ชักพาให้เรามาเจอกัน ผมจะไม่ลืมคุณไปชั่วชีวิตเด็กขายหมูปิ้ง ต้องหาโอกาสมาบ่อยๆ เสียดายซื้อมาแค่สิบไม้ คราวหน้าไม่พลาดเหมาหมดร้าน

 

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

“อะไร”

ผมยืนมองน้องสาวผมที่ทันที่ที่เปิดประตูบ้านให้ผม ก็ยื่นมือแบออกมาตรงหน้า

“ของฝากสิเฮีย ของฝาก กลับบ้านมาไม่มีของฝากจากกรุงเทพให้น้องให้นุ่งมั่งเลยหรอ”

ผมเลยประเคนมะเหงกให้มันไปหนึ่งโป๊กก่อนจะเดินเข้าบ้านไป....

“แม่ พี่กิตแกล้งกิ๊งงงงงงงงงงง” ผมขำเมื่อเสียงแสบแก้วหูของยัยกิ๊งกรี๊ดลั่นบ้าน แต่ผมเห็นเธอยิ้มแป้นตอนโดนผมเคาะกะโหลก

“มันต้มวางอยู่หน้าทีวีนะ จะกินหรือเปล่า” เสียงกรี๊ดแหลมๆดังมาอีกรอบ ผมสั่นหัว ไม่รู้น้องผมมันติดละครหลังข่าวมากไปหรือเปล่า

ผมมองไปรอบๆบ้าน ถ้าไม่นับของกระจุกกระจิกที่ดูจะเยอะขึ้น ทุกอย่างก็ยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเหมือน 2 ปีก่อน ตอนนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยง ผมจึงเดินเข้าครัว กลิ่นผัดน้ำพริกลอยมาทำเอาแสบจมูกเล็กน้อย นึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อไก่ย่างมา เวลาแม่ทำน้ำพริกอ่อง ผมชอบกินกับไก่ย่าง

“อ้าว ตายจริงลืมโทรบอกตากิตให้ซื้อไก่ย่างเข้ามา”

“สายไปแล้วครับ แม่” ผมเดินไปกอดแม่จากข้างหลัง คุณเธอยังผัดน้ำพริกต่อไปไม่สะท้าน เบื่อจริงๆ แม่ผมดันไม่ใช่คนขวัญอ่อน

“ไม่ต้องมามัวเล่น แม่เอาผักแช่โอโซนไว้ตรงเคาท์เตอร์หลัง ป่านนี้คงได้แล้ว ไปเอามาจัดใส่จานซะ” ผมเดินไปทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ไม่ได้กลับมาบ้านมา 2 ปี ทุกคนทำเหมือนผมหายไปแค่ 2 นาที นี่แหละบ้านผม ถ้าไม่เห็นสองสาวอมยิ้มแก้มปริ ผมคงงอนไปนาน

“กายจะกลับกี่โมงครับแม่” น้องชายคนรอง เรียนที่กรุงเทพฯอยู่ปี3 ถ้าไม่ติดขัดอะไร มันจะกลับบ้านทุกอาทิตย์ เงินค่ารถ มันเอามาจากทำงานพิเศษ แม่เลยไม่บ่นว่าเปลืองเงิน

“ราวๆนี้แหละ เห็นว่าจะกลับมากินข้าวกลางวัน เออ ใช่ โทรบอกน้องแกให้ซื้อไก่ย่างมาสิ”

“ครับๆ แม่ พ่อล่ะ” ผมนั่งเรียงผักบนจานเสียเป็นช่อดอกไม้ เพราะงานเกี่ยวกับด้านดีไซน์ ทำอะไรเลยต้องดูดีไว้ก่อนจนเป็นนิสัย

“ที่เดิม” ผมพยักหน้า แล้วเอาผักไปวางบนโต๊ะทานข้าว แล้วเดินเลยออกนอกบ้าน ไปยังสวนด้านหลัง ที่ประจำของพ่อผมคือ บ่อปลาคาร์ฟ

ผมเห็นพ่อเลี้ยงมันตั้งแต่ผมยังจำความได้ ตอนเด็กๆพ่อมักจะเรียกผมกับน้องชายมาช่วยล้างบ่อ โดยมีน้องสาวผมยืนหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ข้างบ่อ เพราะเธอเป็นผู้หญิง พ่อจึงไม่ให้เธอช่วย

อาทิตย์ก่อนคงล้างบ่อไปแล้ว เพราะผมเห็นพ่อยืนมองเจ้าปลาสีสดใสในบ่อว่ายไปมาเฉยๆ

“โห เจ้าตัวใหม่มันโตขนาดนี้เลยหรอ” ปลาคาร์ฟสีส้มล้วนที่พ่อผมซื้อมาเมื่อครั้งล่าสุดที่ผมกลับมาบ้าน ตอนนี้ยาวกว่าครึ่งเมตร พ่อผมเลี้ยงปลาได้อุดมสมบูรณ์ทุกตัว ไม่เคยมีเจ็บป่วยตาย มีแต่แก่ตายตามกาลเวลาเท่านั้น

“กินกันเก่งทุกตัวนั่นแหละ” ผมยิ้ม...พ่อมักจะค่อนขอดผมว่า เป็นลูกคนมีอาหารดีๆกิน ดันไม่ค่อยกิน ปล่อยให้ปลาอ้วนแซง

“เที่ยงแล้ว ตะวันลงหัวแรง พึ่งเดินทางมาเหนื่อยๆเข้าไปพักในบ้านดีกว่านะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

“ครับ” พ่อเดินกลับเข้าบ้าน ผมยืนมองบรรดาปลาสิบกว่าตัวที่ว่ายวนไปวนมา มันจะเบื่อบ้างไหมนะ? ได้แต่ทำอะไรซ้ำๆเดิมๆ ตลอดช่วงชีวิตของมัน ดีอย่างเดียวที่มันคงไม่เหงา...

...ผมยกมือเช็ดหยดน้ำตรงแก้มออก....

เจ้าปลาคาร์ฟสีส้มล้วนมันว่ายขึ้นมาสะบัดหางสาดน้ำใส่ผม มันคงจะทักทาย...

 

 

.........เพิ่งเคยได้เห็นปลาคาร์ฟยาวเกือบเมตรตัวเป็นๆ เกาะกลุ่มกันเป็นสิบๆตัว น่ากลัวชิบ กองทัพปลาค๊าบบบ....

 

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

“จอดตรงนี้แหละกาย เดี๋ยวพี่เดินไปเอง” ผมลงจากหลังจักรยาน พอดีน้องชายผมจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ผมเลยติดมันออกมาด้วย

“สนามบอลมันกำลังทำใหม่อ่ะ เดินระวังๆด้วยนะ” ผมยิ้ม ตบหลังเจ้าน้องชายเบาๆ ผมได้มันดูแลมาเยอะ เหมือนแม่คนที่สองด้วยซ้ำ

“รู้แล้ว ไปหาเพื่อนเถอะ”

“จะกลับเมื่อไหร่โทรมาบอกนะ”

แผ่นหลังของน้องชายผมห่างออกไปจากสายตา แม้มันจะยังดูบอบบางไม่เปลี่ยน ทว่ากลับดูมั่นคง และแข็งแกร่ง เทียบไม่ได้กับไหล่ตกๆของผม ที่จริงมันน่าจะเป็นพี่ชายผมมากกว่า

ถนนดินลูกรังสมัยก่อนเปลี่ยนเป็นปูยางมะตอย ผมเดินไปเรื่อยๆลานกว้างปรากฏอยู่ตรงหน้า โกลล์ฟุตบอลเก่าๆถูกยกไปกองอยู่มุมหนึ่งด้วยกันกับแสตนด์ไม้หักๆ

 ที่นี่เคยเป็นเพียงทุ่งหญ้าร้างๆ ที่ถางออกลวกๆ เพื่อให้เด็กๆในหมู่บ้านได้ใช้ทำกิจกรรมกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ มาเตะบอล ข้างๆสนามจะมีลานดินสูงขึ้นมา คนที่มานั่งดูบอลก็จะนั่งกันบนลานดิน จนผู้ใหญ่บ้านเรียกลูกบ้านมาช่วยทำแสตนด์ให้

แสตนด์ไม้จึงกลายเป็นที่พบปะของคนในหมู่บ้าน และมักจะมีเด็กๆมานั่งคุยนั่งเล่นกันอยู่ตรงนั้น

ผมมักจะมาที่นี่ มองไปยังลานกว้าง พื้นดินที่แห้งเตียนไร้หญ้าขึ้นจากการโดนเหยียบย่ำไปมาของคนเกือบทั้งหมู่บ้าน ตัดกับทุ่งหญ้าคาที่ขึ้นสูงเป็นฉากหลัง รวมถึงแสงอาทิตย์สีส้มบ้าง แดงบ้าง เหลืองบ้างในยามเย็น ได้ผสมผสานกันอย่างเรียบง่าย และลงตัว

ผมจะนั่งบนแสตนด์ ทอดสายตาออกไป จนน้องผมขี่จักรยานตามให้กลับบ้าน

ที่แห่งนี้เป็นสถานที่อันแสนสำคัญ และเป็นสถานที่ๆผมจะพาคนสำคัญของผมมา นั่งดูทิวทัศน์ในความทรงจำด้วยกัน.....

.....................

...........

.....

“พี่กิต กลับบ้านได้แล้ว” ผมสะดุ้งเฮือก ไม่ทันรู้ว่ามีคนมายืนข้างหลัง

“พี่ยืนตรงนี้ทั้งวันเลยหรอ” ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งฉาบย้อมด้วยม่วงไล่ไปยังน้ำเงินเข้ม ผมยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่บ่ายจนมืดเลยงั้นสิ

“เขาจะปูหญ้าเมื่อไหร่น่ะ?” ผมขึ้นซ้อนจักรยานอย่างทุลักทุเล ยืนนิ่งนานๆหลายชั่วโมงจนตะคริวกินไปครึ่งขา

“จันทร์หน้านะ ถ้าจำไม่ผิด แล้ววันศุกร์จะเอาโกลล์กับแสตนด์ใหม่มาลง”

“งั้นหรอ....” ผมหันกลับไปมองกองไม้ผุๆที่เคยเป็นแสตนด์มาก่อน พรุ่งนี้มันคงถูกเอาไปทิ้ง ไม่ก็เอาไปทำอย่างอื่นต่อ

“พี่กิต ของตก”

สิ่งที่ผมนำติดตัวมามีเพียงอย่างเดียว คือสมุดปกสีเขียว และแน่นอนว่าตอนนี้สมุดนั่นร่วงแหมะบนพื้น ผมเอื้อมตัวลงไปหยิบ ปัดๆฝุ่นออก

“สมุดอะไรน่ะ”

“ของศร”

ตลอดทาง ผมกับน้องชายไม่ได้พูดอะไร.....

 

.........อยากเตะบอลท่ามกลางอาทิตย์อัศดง โรแมนติคชิบ......

 

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

 

ตึกหอพักสีขาวล้วนดูจะขาวใหม่สดใสกว่าเมื่อครั้งที่ผมเคยเห็นหนึ่งในสมาชิกหอพักนี้ ไม่ต้องเดาอะไรมากมายก็รู้ว่าตึกนี้เพิ่งทำการบูรณะทาสีใหม่ไปเมื่อไม่นาน

วันนี้เป็นวันธรรมดา และตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเวลาเรียน บริเวณนี้จึงเงียบสงบ มีเพียงเสียงพูดคุยแว่วๆของเด็กๆลอยตามลมมาไกลๆ และเสียงเสียดสีไปมาของใบไม้ใบหญ้า

ผมนึกสงสัยว่าคนที่ผมอยากพบ จะยังอยู่หรือเปล่านะ?

“ผู้ปกครองมาพบนักเรียนหรือเปล่าคะ?” ผมหันไปตามเสียงคุ้นหู เวลาเกือบ 10 ปี ทำอะไรผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มากเลย

“สวัสดีครับ ครูวิภาณี” หญิงร่างเล็กวัยเริ่มเข้าช่วงกลางคนตรงหน้าผมคือ ครูวิภาณี ครูประจำหอพักที่พวกผมรัก เคารพ และยำเกรงตลอดสามปีช่วงชีวิตม.ปลาย

“อ้าว เธอศิษย์เก่าหรอ หน้าคุ้นๆนะ รุ่น 11 ใช่มั๊ยเรา ชื่ออะไรน้า”

“โห ครู อุตส่าห์จำรุ่นได้ ไม่จำชื่อนะ ศิษย์คนโปรดครูทั้งที” ไอสถานะนั้น ผมโมเมขึ้นมาเอง

“ล้อเล่นย่ะ นายกิตติ ทำไมครูจะจำเธอไม่ได้” ครูวิภาณียิ้ม แล้วยื่นกองหนังสือในมือเธอให้ผม ซึ่งผมก็รับมันมาช่วยถืออย่างรู้หน้าที่ และเคยชิน

“ครูเรียกนายกิตติอย่างนี้ ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กม.ปลายเลย” ผมเดินตามเธอไปเข้าหอพักไป พลางสำรวจภายในไปด้วย ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปเยอะจนผมแทบจะจำไม่ได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยน คือบรรยากาศในห้องพักครู วิภาณี

“วางตรงนั้นแหละจ๊ะ ขอบใจมาก นั่งก่อนสิ จะดื่มอะไรหน่อยไหม?”

“น้ำเปล่าก็ได้ครับ ขอบคุณครับครู” ผมนั่งลงตรงหน้าโต๊ะทำงานเธอ พร้อมรับแก้วใส่น้ำเปล่าเย็นๆมาดื่ม

ชื่อตำแหน่งคือ ครูประจำหอพัก หน้านี่หลักก็คือ ดูแลหอพักและเด็กในหอ ดังนั้น ครูวิภาณีจึงเสมือนแม่คนหนึ่งของเด็กในหอ บางทีอาจจะดีกว่าแม่แท้ๆของใครๆบางคนเสียด้วยซ้ำ

ภาพนักเรียนนั่งหน้าโต๊ะทำงานของครูวิภาณี นั่งบรรยาย ปรับทุกข์ ปรึกษาปัญหาต่างๆเห็นกันได้จนชินตา

ผมที่นั่ง ณ ตรงนี้ เหมือนได้ย้อนอดีตกลับมาจริงๆ

“เป็นไงมาไงล่ะเรา งานการ สุขภาพ?”

“ก็เรื่อยๆแหละครับ”

“แล้วจู่ๆลมอะไรพัดให้มาหาเนี่ย หายหน้าหายตาไปนาน ครูก็นึกว่าลืมที่นี่ไปเสียแล้ว แต่ก่อนยังกลับมาป่วนออกบ่อย”

“พอดีมันยุ่งๆกับงานน่ะครับ” ผมยิ้มแหยๆตอบ

“ตั้งใจทำงานน่ะก็ดี แต่ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง อย่าปล่อยให้งานมาทำร้ายเรา ดูสภาพเธอซิ ผอมกว่าตอนเด็กอีกนะ กินข้าวบ้างหรือเปล่า ขอบตาก็ดำเชียว” นี่แหละครับ ครูวิภาณี ยิ่งกว่าแม่ผมอีก

“ก็แค่ช่วงนี้แหละครับครู พอดีงานใหญ่เพิ่งเสร็จ ตอนนี้ก็พักยาว เลยถือโอกาสมาเยี่ยมไง”

“จ๊ะๆ แล้วคู่หูเธอล่ะ เป็นยังไงบ้าง เจ้าศร” ผมยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบเบาๆ

“เห็นว่าไปเรียนปริญญาโทต่อที่อเมริกาน่ะครับ”

“อันนั้นครูรู้แล้วจ๊ะ อาทิตย์ก่อนยังเพิ่งส่งของขวัญกับรูปมา”

“หรอครับ ผมไม่ได้ติดต่อมันนานแล้วเหมือนกัน” ผมวางแก้วน้ำในมือลงบนโต๊ะ ครูวิภาณีเปิดลิ้นชักหยิบซองแอร์เมลล์ขึ้นมา ในนั้นมีรูปอยู่ท่าจะหลายใบด้วยกัน คงเป็นรูปที่เธอพูดถึงเมื่อครู่

ผมหยิบรูปใบหนึ่งจากโต๊ะขึ้นมา

“ครูครับ” ผมหันรูปใบนั้นไปทางครูวิภาณี ซึ่งครูก็พยักหน้าตอบรับ ผมขอตัวลาครูวิภาณี เกือบจะลืมให้ของฝากที่แม่ผมฝากมาให้ครู

 

 ลมวูบหนึ่งพัดมาเบาๆ พร้อมกับเสียง แซ่กๆ ของต้นหญ้ากระทบเสียดสีกัน เบื้องหลังรั้วลวดเหล็กหลังหอพัก คือทุ่งหญ้าคาสีเขียวขจีทอดยาวกว้างไปสุดลูกหูลูกตา

ผมนั่งลงบนหนึ่งในชุดม้านั่งหินอ่อนที่ตั้งเรียงรายอยู่หลังหอพัก แล้วปลดเป้สะพายหลังออกมาวางเพื่อหยิบสมุดปกอ่อนสีเขียวเข้มขึ้นมา เปิดหน้าแรก สอดรูปในมือผมลงไป

 ....รูปของศรบนสนามหญ้าเขียวขจี....

 

 

.........ก่อนจะเดินทางมาเริ่มต้นชีวิตม.ปลายและชีวิตเด็กหอ อยู่ๆคุณพ่อก็ให้แกมา เรามันดูเก็บกดมากขนาดนั้นเชียว อยู่ม.ปลายแล้วให้มานั่งเขียนไดอารี่ ไม่ใช่พวกเด็กผู้หญิงซะหน่อย ไหนๆก็ไหนๆ ถ้าเกิดนึกอยากเขียน ก็จะหยิบมาเขียนละกัน ทนเหงาหน่อยนะเจ้าไดอารี่สีเขียว

 

 

....

สายลมพัดกลิ่นควัน และเศษขี้เถ้าสีดำลอยปลิวว่อนเหนือทุ่งหญ้าคาสีเขียว ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า และก้อนเมฆสีขาว

บนชุดเก้าอี้หินอ่อนตัวที่สาม

ผมนั่งร้องไห้

 

~END~

 

 

P.S  ในไดอารี่เล่มนั้น แน่นอนว่าศรเขียนมากกว่าที่บรรยายมา แต่รู้อะไรมั๊ย? ทั้งเล่มนั้นไม่มีซักบรรทัดที่ศรเขียนชื่อของกิต...เพราะอะไรน้า ( คนเขียนเองก็ไม่รู้ )

Ps.2 เผื่อใครอ่านแล้วไม่เก็ท ไดอารี่เล่มนั้น หนูกิตเผาทิ้งค่ะ

 


ShoutMix chat widget